Shure Head Phone

Shure SE
เสียงดีชัวร์ ไม่ต้องสงสัย กับหูฟังในซีรี่ย์ SE จาก SHURE

ทักทายกันก่อนเข้าเรื่อง เมื่อเปิดมาถึงหน้านี้ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมต้องนำรูปซองใส่สินค้ามาลงด้วย ผมจะอธิบายให้ฟังกันก่อน ในเช้าวันหนึ่งผมได้เข้าออฟฟิศมาและได้เห็นซองดังกล่าววางอยู่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย เจ้าซองนี้จะทำให้ผมมีความสุขที่สุดในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กับสินค้าที่ทาง บริษัท มหาจักร ดีเวลอปเมนท์ ส่งมาทดสอบการใช้งาน แน่นอนที่สุด หลายท่านคงรู้จักกับบริษัทนี้เป็นอย่างดี ด้วยชื่อเสียงในด้านอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเสียงไม่ว่าจะในระดับผู้ใช้งานทั่วๆ ไป จนไปถึงในระดับมืออาชีพที่ใช้งานในสตูดิโอก็ยังต้องใช้สินค้าจากบริษัทนี้ สำหรับสินค้าที่วางขายทั่วไป และหลายท่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดีก็คงจะเป็น JBL, SHURE, Harman/kardon แค่บอกชื่อเหล่านี้ไป หลายคนก็คงร้อง อ๋อ กันเป็นแถวๆ เอาละครับเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า

สำหรับสินค้าที่ส่งมาในซองเล็กๆ นี้ก็คือ หูฟังยีห้อ SHURE หากพูดถึงหูฟังยี่ห้อนี้ หลายๆ ท่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นหูฟังที่มีความโดดเด่นพิเศษ ด้วยการเน้นที่การผลิตแบบ IN-EAR หรือแบบที่ยัดใส่เข้าไปในหู จนเค้ากลายเป็นหูฟังยีห้อแรกๆ ที่เหล่าผู้หลงใหลในเสียงดนตรี หรือแม้แต่ผู้ทำงานด้านเสียง ไม่ว่าจะเป็นในสตูดิโอ หรือคอนเสิร์ตกลางแจ้งต้องถามถึง เพราะนอกจากเสียงที่ดีสำหรับผู้ใช้งานทั่วๆ ไปแล้ว ยังให้เสียงที่แฟลทและเหมาะกับการทำงานด้านเสียงอีกด้วย ซึ่งเสียงที่แฟลทนี้จะทำให้การทำงานด้านเสียงง่ายยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลกับเสียงที่หลอกหู จึงทำให้การปรับเพิ่ม หรือ ลด สามารถทำได้อย่างมั่นใจ
หูฟังซีรี่ย์ SE เป็นหูฟังซีรี่ย์รุ่นน้องต่อจาก ซีรี่ย์ E ที่เริ่มตั้งแต่ E2c, E3c, E4c และจบที่รุ่นใหญ่
ที่ E5c ซึ่งพอกลายร้างเป็นรุ่นใหม่ ในรุ่น SE ก็ยังเริ่มต้นด้วยตัวเลขน้อยในรุ่น SE110, SE210, SE310, SE420 และปิดท้ายด้วยรุ่น SE530 เมื่อดูสเปกเปรียบเทียบแล้วก็พบว่าในรุ่น SE จะมีความต้านทานสูงกว่าในรุ่น E ทุกตัว (ค่าต้านทาน impedance) และยังมีการตอบสนองที่ดีกว่าในรุ่น E ทุกๆ รุ่นอีกด้วย นอกจากนี้แล้วยังได้รับการเปลี่ยนแปลงสายสัญญาณให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และสุดท้าย สี ที่เปลี่ยนจากไดร์ฟเวอร์สีขาว กลายเป็นสีดำและสีบรอนซ์

ก่อนทดสอบการใช้งาน เรามาดูความคิดเห็นของผู้ที่ชอบหูฟังแบบอื่นๆ กันก่อน เนื่องจากหูฟังแบบ IN-EAR มักเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน และความสะดวกสบายในการสวมใส่ เนื่องจากผู้ใช้งานบางคนติดกับหูฟังแบบ Full-size รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย สาเหตุที่หูฟังแบบ Full-Size ทำให้หลายคนติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นมาจากความสบาย เพียงแค่สวมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องยัดเข้าไปในหู มันจึงให้ความรู้สึกสบายกว่าการใช้งานหูฟังแบบ In-ear เห็นๆ แต่ในเรื่องของเสียงที่ได้รับนั้น ก็คงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรบเลยว่า หูฟังแบบ IN-EAR มีมิติและรายละเอียดเสียงดีกว่า และอีกอย่างมันเหมาะอย่างมากที่จะใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาสุดโปรดในการเดินทาง หรือ แม้แต่เพียงใช้งานในที่ทำงานอันวุ่นวาย เพราะหูฟังแบบ IN-EAR จะตัดเสียงรบกวนด้านออกไปได้อย่างมาก และคงเหลือไว้เพียงเสียงดนตรีที่เพลิดเพลิน จนทำให้ตัวคุณเหมือนอยู่ในโลกส่วนตัว อีกสิ่งหนึ่งก็คือการพกพาที่ง่ายกว่าแบบ Full-Size แน่นอน ด้วยขนาดเล็กกว่าจึงทำให้สามารถใส่กระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋าเสื้อ ได้อย่างไม่มีปัญหา

ความเชื่อเดิมๆ
ที่หลายๆ คนมักมีต่อหูฟังแบบ IN-EAR
1.กลัวหูเสีย
2.ใส่ยาก เจ็บหู
3.กลัวไดร์ฟเวอร์พังง่าย
4.เสียงอื่ออึง ฟังดูอึดอัด ไม่ใสเหมือนหูฟังแบบอื่นๆ
5.อาจจะเกิดอันตรายจากการใช้งาน เช่น การข้ามถนน

แต่ละคนย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน สำหรับเรื่องความกลัวที่ หูจะเสีย ในช่วงแรกที่ใช้งานหูฟังแบบ IN-EAR ได้ยินเรื่องนี้มาอย่างหนาหูมาก เพราะบางคนกลัวว่าไดร์ฟเวอร์ของ หูฟังที่ยัดเข้าไปในหู จะใกล้กับแก้วหูมากเกินไป และทำให้ประสาทหูเสียหายได้ อันที่จริงเรื่องนี้ จริง แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่อคุณฟังเพลงเสียงดังมากเกินไป จากที่ได้ใช้งานหูฟังแบบ IN-EAR มาเป็นระยะเวลานาน สิ่งที่น่าสังเกตก็คือระดับเสียงที่ฟัง นั้นไม่เคยปรับให้ดังมากกว่า 30% ของ volume เครื่องเล่นเพลง iPOD เลย และก็กลายเป็นนิสัยเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ยกเว้นในกรณีที่ฟังกับหูฟังแบบ Full-Size อาจจะต้องเพิ่มขึ้นมาซักเล็กน้อย หรือใช้ Headphone AMP ช่วยขับเสียงออกมา ส่วนเรื่องอื่นๆ จากที่ใช้งานและคลุกคลีกับหูฟังชนิดต่างๆ มาหลายปี สิ่งที่พบก็คือ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เนื่องจากการใช้งานของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่นการใส่ยาก หรือเจ็บหู อันนี้เจอบ่อยครั้ง ถ้าพึ่งเปลี่ยนมาใช้งานหูฟังแบบ IN-EAR จะรู้สึกแทบทุกคน แต่ไม่นานมากนักก็จะคุ้นเคยไปเอง เอาละครับนี้ถือว่าเป็นเรื่องเล่าเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะทำการทดสอบการใช้งาน เพื่อเป็นการตัดสินใจให้กับผู้ที่กำลังคิดจะเลือกซื้อหูฟังแบบ IN-EAR

การทดสอบ
หูฟังทุกตัวจะใช้อัลบั้มเดียวกันในการทดสอบ ส่วนอุปกรณ์ในการทดสอบนั้นจะเป็น iPOD Classic และแปลงไฟล์จาก CD Audio ต้นฉบับ ด้วยการบีบอัดไฟล์ในรูปแบบ AIFF ที่ Sample Rate : 48kHz เพื่อให้คุณภาพของสัญญาณคงเดิมมากที่สุด สำหรับจุกยางนั้นจะใช้ตัวเดียวกันทั้งหมด เนื่องจากทางบริษัท มหาจักร ได้ติดตั้งจุกยางมาเพียงหนึ่งแบบเท่านั้น

สองอัลบั้มที่นำมาทดสอบการฟังในครั้งนี้
Classic Jazz-Funk Mastercuts Volume 1

ผลงานนี้นับได้เป็นผลงานสำหรับผู้ที่หลงรักในดนตรี Jazz-Funk ซึ่งอัลบั้มนี้ได้รวบรวมผลงานคุณภาพมากถึง 12 เพลง ที่เหล่านักฟังเพลงคงรู้จักกันเป็นอย่างดี เช่น Always There ของ Ronnie Laws หรือจะเป็น Shaker Song ของ Spyro Gyra ด้วยความโดดเด่นพิเศษของเบส และลูกเล่นที่
ใช้เฉพาะในเพลงแนว Funk จึงเป็นอัลบั้มที่นำมาฟังเพื่อ ทดสอบ “ไดนามิกส์” และเสียงกลางต่ำ

Touch-Windham Hill 25 Years of Piano

ผลงานที่ได้รับการคัดสันจาก Windham Hill Records หรือค่ายเพลงที่มีศิลปินเพลงแนว
New Age มากมายหลายคน ส่วนในอัลบั้มนี้เป็นผลงานบรรเลงเบียนโน ซึ่งแต่ละเพลงมีความโดดเด่นพิเศษ และเน้นที่ความเรียบง่าย สวยงามของเมโลดี จึงทำให้เมื่อได้ลองสัมผัสบทเพลงจาก Windham Hill คุณจะรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปอย่างไม่รู้ตัว เหตุผลที่เลือกอัลบั้มนี้มาทดสอบก็เพราะ ความเป็นธรรมชาติของเสียงเบียนโน และการตอบสนองย่านความถี่ที่ครบทุกช่วง จึงขอเรียกการทดสอบในอัลบั้มนี้ว่า
"การตอบสนอง"

SE110 ฟังสนุกทุกที่ กับราคาเบาๆ
Shure-SE110
ในรุ่น SE110 นับได้ว่าเป็นรุ่นใหม่ที่พึ่งวางตลาดไม่นานมากนัก สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ก็คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPhone ได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องแปลงหัวต่อก่อนแต่อย่างใด ซึ่งกระแส iPhone ตอนนี้ร้อนแรงมากมาย และถึงแม้ทาง Apple ยังไม่ได้นำเข้ามาขายในเมืองไทย แต่ก็มีคนไทยจำนวนมากเลือกที่จะซื้อเครื่องหิ้วเข้ามาใช้งาน ตัวหูฟังใช้ไดร์ฟเวอร์แบบ Blanced Micro Speaker เพียงหนึ่งชุด มีการตอบสนองย่านความถี่ที่กว้างตั้งแต่ 25Hz- 18.5kHz ซึ่งโดยรวมแล้วสำหรับหูฟังรุ่นเล็กตัวนี้จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานทั่วๆ ไป หรือผู้เริ่มต้นเล่นหูฟัง ด้วยราคาที่ไม่สูงมากเพียง 4,590 บาท เท่านั้น

Spec (low-0oo/highs-oo0)
Speaker Type
- Ballanced Microspeaker
Sensitivity (1mW)
-113 dB SPL/mW
Impedance (1 kHz)
-27 Ohms
Frequency Range
-22Hz – 17.5 kHz

ทดสอบการฟัง
ถึงแม้จะเป็นหูฟังรุ่นเล็กก็ตาม สิ่งที่ได้สัมผัสนับได้ว่าสร้างความแปลกใจได้ไม่น้อย กับคุณภาพเสียงที่อยู่ในระดับที่ดี แม้จะยังให้รายละเอียดต่างๆ ไม่ครบ แต่โดยรวมแล้วนับว่านี้คือหูฟัง
ที่คุ้มค่าเลยทีเดียว และจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นฟังเพลงอย่างจริงจัง และไม่ต้องการลงทุนเพื่อซื้อหูฟังราคาหลักหมื่นบาท ด้วยความโดดเด่นของเสียงในย่านสูง ให้ความสดใสของเสียงดนตรี และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับท่านที่เน้นการฟังเพลงสนุก มากกว่าการจับผิด สำหรับในย่านต่ำนั้นอาจจะโดนลดทอนกำลังลงไปบ้าง และยังมีรายละเอียดไม่เยอะมากนัก แต่โดยรวมแล้วน่าพอใจกับราคาหลักพันบาท

SE210 ตอบสนองทุกย่านความถี่ ด้วยไดร์ฟเวอร์แบบ Full range
Shure SE210
ในรุ่นที่สองนี้ หากมองด้วยตาเปล่าอาจจะยังไม่เห็นความแตกต่างของทั้งสองรุ่น ด้วยรูปทรงที่คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อมองลึกลงถึงภายในแล้วจะเห็นข้อแตกต่าง โดยในรุ่นนี้ได้รับการเปลี่ยนไดร์ฟเวอร์ของลำโพงไปใช้แบบ Hi-definition Micro Speaker ที่สามารถตอบสนองย่านความถี่ได้อย่างกว้าง และครบถ้วนมากกว่าในรุ่นแรก แถมยังมีค่าต้านทาน (Impedance) สูงมากขึ้นอีกด้วย จึงเหมาะกับคนที่ เริ่มใช้งานจริงจังขึ้นมาอีกนิด ส่วนราคานั้นยังจัดอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก เพียง 5,990 บาท

Spec (low-0oo/highs-ooo)
Speaker Type
- Hi-definition Micro Speaker
Sensitivity (1mW)
-114 dB SPL/mW
Impedance (1 kHz)
-26 Ohms
Frequency Range
-25Hz – 18.5 kHz

ทดสอบการฟัง
ใหญ่ขึ้นมาอีกนิด ด้วยการเปลี่ยนชนิดของไดร์ฟเวอร์ เสียงแรกที่ได้สัมผัส สิ่งที่พบก็คือความ คงที่ในทุกระดับเสียง ไม่ว่าคุณจะเปิดเบา หรือดัง มากซักเท่าไร รายละเอียดต่างๆ ก็ได้รับการถ่ายทอดออกมาอย่างครบถ้วน โดยในการทดสอบ “ไดนามิกส์” หูฟังตัวนี้ยังให้เสียงย่านต่ำได้ไม่ดีมากนัก โดยเฉพาะความคมของการสแลปเบส (slap) แต่ในส่วน “การตอบสนอง” นั้นต้องยอมรับเลยว่า เหนือขึ้นมากว่ารุ่นแรกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่เด่นชัดที่สุดคือเสียงในย่านกลาง จึงทำให้เหมาะสำหรับคนรักที่ฟังเพลงในทุกแนวดนตรี

SE310 สะใจมากยิ่งขึ้น กับการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม พร้อมเสียงเบสในระดับเทพ
Shure-SE310
รุ่นใหญ่ขึ้นมาอีกนิด กับหูฟังในรหัส 3 ซึ่งในรุ่นนี้ เป็นรุ่นกลาง และนับได้ว่าเป็นจุดแยกระหว่าง เทพ กับ นางไม้ โดยรุ่นนี้ ยังใช้ไดร์ฟเวอร์แบบ Hi-definition Micro Speaker คลายกับในรุ่นก่อน แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้ง Tune BassPort เพื่อเพิ่มเสียงเบสให้มีพลังมากยิ่งขึ้น ที่เพิ่มมา
ไม่ใช้เพื่อความสะใจในเสียงย่านต่ำ แต่เพื่อการตอบสนองที่เที่ยงตรง และ แม่นยำกว่าในสองรุ่นแรก พร้อมด้วยการตอบสนองย่านความถี่ที่กว้างมากกว่าเดิม เพื่อความครบถ้วน และรายละเอียดของเสียงดนตรีที่มากกว่าในรุ่นที่สอง

Spec (low-ooo/highs-ooo)
Speaker Type
- Hi-definition Micro Speaker + Tuned bass port
Sensitivity (1mW)
-111 dB SPL/mW
Impedance (1 kHz)
-28 Ohms
Frequency Range
-22Hz – 19 kHz

ทดสอบการฟัง
ในรุ่นที่สามนี้ หากท่านได้อ่านด้านบนก็จะพบว่ามีการติดตั้งเทคโนโลยี Tune BassPort มาเพื่อเพิ่มเสียงเบส ส่วนตัวไดร์ฟเวอร์นั้นยังคงใช้เป็นตัวเดิม เมื่อได้ทดลองฟังจริงๆ แล้ว สิ่งที่พบก็คือ เทคโนโลยี Tune BassPort ไม่ได้เพียงเพิ่มเสียงในย่านต่ำให้มีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น แต่กลายเป็นเสียงในย่านกลางกลับแสดงผลได้ดีเยี่ยมตามไปด้วย ซึ่งนับว่าสร้างความประทับใจได้ไม่น้อย เมื่อทดสอบการฟัง “ไดนามิกส์” จะเห็นผลอย่างมาก ให้ความรู้สึกหนักแน่นคมชัดมาก
ยิ่งขึ้นในเสียงย่านต่ำ ส่วนย่านสูงเช่น เสียงเครื่องเป่า ก็เห็นได้ชัดเช่นกัน ด้วยรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน ถึงลมหายใจของนักดนตรี

SE420 หนักแน่นเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กับหูฟังในระดับไฮเอนด์
Shure-SE420
มาถึงรุ่นที่สี่ ไล่ระดับความร้อนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ กับหูฟังรุ่นที่จัดอยู่ในกลุ่ม ไฮเอนด์ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยการจัดวางไดร์ฟเวอร์แบบ TruAcoustic Microspeaker ถึงสองตัวด้วยกัน จึงไม่ใช้เรื่องที่น่าแปลกใจในน้ำเสียงที่ใส มีรายละเอียดที่ครบถ้วน และตอบสนองย่านความถี่ได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นย่านต่ำ ย่านกลาง ย่านสูง และให้ความแฟลตของเสียง ด้านดีไซน์นั้นเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยด้วยรูปทรงที่อ้วน และหนาขึ้น

Spec (low-0ooo/midsoooo/highs-ooo1)
Speaker Type
- Dual TruAcoustic MicroSpeakers
Sensitivity (1mW)
-109 dB SPL/mW
Impedance (1 kHz)
-22 Ohms
Frequency Range
-20Hz – 19 kHz

ทดสอบการฟัง
มาถึงรุ่นที่สี่ ในรุ่นนี้ สิ่งแรกที่สัมผัสได้โดยตรงก็คือเสียงในย่าน กลาง – สูง ที่มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษ ซึ่งเพียงแค่รุ่นที่สี่ ก็ทำให้ผมขนลุก สิ่งที่ประทับใจเมื่อแรกฟังเลยก็คือ เสียงในย่านต่ำ ที่ตอบสนองอย่างคงที่ และแม่นยำมาก ถึงแม้เสียงเบสจะมีไม่มากมาย แต่ได้ยินอย่างชัดเจน จึงทำให้การฟังเพลงสนุกมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ส่วนในย่านสูง เช่นการเล่นคีย์ในออคเต็ปที่สูงมากขึ้นบนลิ้มเบียนโน การตอบสนองเป็นไปอย่างลาบลื่น และมีความคมชัดสูงมาก เสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ที่วางซ้อนไว้ด้านหลัง ถึงแม้จะเบาบาง แต่ก็ได้ยินชัดเจน

SE530 โคตรมหาเทพบันดาลเสียงสวรรค์
Shure-530
มาถึงรุ่นสุดท้ายที่ต้องขอใช้คำว่า “โคตรมหาเทพ” เพราะว่าหูฟังรุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Tripple TruAcoustic Microspeaker มันคือการจับไดร์ฟเวอร์ขนาดเล็กจิ๋วถึงสามตัว มายัดเข้าไปข้างในหูฟัง แล้วสามตัวนั้นมีอะไรบ้างละ หลายคนคงสงสัย ทั้งสามตัวนั้นประกอบไปด้วย ลำโพงซัฟวูเฟอร์ เพื่อปล่อยเสียงย่านต่ำ ถึงสองตัว และ ทวิตเตอร์ สำหรับปล่อยเสียงย่าน กลาง – สูง จึงทำให้ทุกรายละเอียดได้รับการถ่ายทอดอย่างสมบูรณ์แบบ ชัวร์ๆ ไม่ต้องสงสัย สิ่งที่พิเศษมากยิ่งขึ้นก็คือการติดตั้งเทคโนโลยี Tuned Port ที่ใช้หลักการ การสะท้อนเสียงของเสียงเบส เช่นเดียวกับลำโพงซัฟวูเฟอร์ที่ใช้งานตามบ้าน และมากกว่านั้นด้วยค่าความต้านทานที่สูงถึง 36 โอมป์ จึงเหมาะอย่างยิ่ง หากท่านทำงานเกี่ยวกับการแสดงสด (Live Sound) หรือแม้แต่ใช้งานทั่วๆ ไปก็ไม่มีปัญหา ทุกๆ อย่างที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวนี้ จึงทำให้นี่เป็นหูฟัง โค-ตะ-ระ เทพ ที่นิตยสารทั่วโลกยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน ว่านี้คือ สุดยอดหูฟังที่มีความโดดเด่น  และ เสียงดี ชัวร์ ไม่ต้องสงสัย

Spec (low-oooo/midsoooo/highs-oooo)
Speaker Type
- Tripple TruAcoustic Microspeaker
Sensitivity (1mW)
-119 dB SPL/mW
Impedance (1 kHz)
-36 Ohms
Frequency Range
-18Hz – 19 kHz

ทดสอบการฟัง
ในรุ่นสุดท้าย เมื่อทำการทดสอบมาถึงรุ่นนี้ ความรู้สึกคือ ยิ่งฟังยิ่งสนุก ไม่ใช้เพราะราคาที่สูงของหูฟัง แต่เรื่องของการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมตางหาก ที่ทำให้ผมแทบไม่อยากลุกออกไปไหนในช่วงที่นำสินค้ามาทดสอบ เมื่อสวมใสหูฟังรุ่น และเริ่มฟังเพลง ความรู้สึกที่จับได้ทันทีก็คือความครบถ้วนของเสียงในย่านต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิเศษมากในเสียงย่านต่ำ ให้รายละเอียดเสียงที่สมบูรณ์ มีความหนาแน่น อิ่มตัว แต่ไม่บวม เมื่อมีการเล่นเครื่องดนตรีโดยใช้เทคนิคต่างๆ หูฟังล้วนตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม และเสียงในย่านต่ำนี้ก็ยังไม่ไปรบกวนกับเสียงในย่านสูงอีก ส่วนเสียงในย่าน กลาง - สูง เพียงแค่เสียงลมแผ่วจากปาก หูฟังตัวนี้ก็ตอบสนองแล้ว ย่านกลางล้วนแต่ตอบสนองได้อย่างน่าประทับใจ ให้ความอิ่มตัวของเสียงมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือเสียงเป็นธรรมชาติมาก ซึ่งเมื่อลองใช้งานผ่าน Headphone Amp ที่ใช้งานเป็นประจำก็ยิ่งพบสรวงสวรรค์ของจริง เพราะทุกย่านความถี่ล้วน ได้รับการดึงออกมาอย่างหมดจด สิ่งที่ชอบมากที่สุดก็คือเสียงย่านต่ำที่มีไม่มากจนเกินไป และการตอบสนองที่เหมาะกับราคา หากว่าท่านสงสัยว่าหูฟังตัวนี้ทำไมถึงมีราคาสูงมากนัก แนะนำให้ลองไปฟังดู แล้วสิ่งที่ท่านจะพบก็คือ นี้คือ หูฟังในระดับไฮเอนด์

           

สรุปส่งท้าย

ก็ได้ทดสอบกันไปถึง 5 รุ่นด้วยกัน หลายท่านอาจจะยังมีข้อสงสัย และ การอ่าน อาจจะทำให้ท่านคิดภาพไม่ออกว่าเสียงที่ได้รับดีซักแค่ไหน สิ่งที่อยากแนะนำก็คือให้ท่านไปลองฟังได้ที่โชว์รูมของ มหาจักร หรือร้านขายหูฟังชั้นนำ สิ่งที่พบอาจจะไม่ใช้เสียงดีเพียงอย่างเดียว ท่านอาจจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อมาไว้ในครอบครอง เพื่อเพิ่มความสุขด้านเสียงดนตรีก็เป็นไปได้ โดยรวมแล้วกับการใช้งานหูฟัง SHURE ในซีรี่ย์ SE นี้สิ่งที่ประทับใจและความรู้สึกที่แตกต่างจากซีรี่ย์ E ก็คือ การตอบสนองที่ดีมากยิ่งขึ้นในทุกรุ่น และ ความคล่องตัวในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นอีกเป็นกองสุดท้ายนี้การเลือกซื้อหูฟังที่ดี อาจจะไม่ใช้ราคาที่แพง แต่คงขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคนมากกว่า ว่าชอบเสียงแบบไหน และอะไรที่เราเพียงพอ